
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง Thailand Innovative G-force varied Emulsification Research for Space Exploration หรือ TIGERS-X ซึ่งเป็นการทดลองของประเทศไทยกำลังจะถูกส่งขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ต่อจากการทดลอง Thailand Liquid Crystal in Space ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร. โพธิวัฒน์ งามขจรวิวัฒน์ สาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี PIM หนึ่งในทีมวิจัยร่วมกับ Integrating Space Exploration with Humanity Through Scientific Research จากคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) เพิ่งประสบความสำเร็จในการประกอบตัว Payload ชุดสำหรับขึ้นบิน หรือ Flight Model เป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 ณ ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ ของ GISTDA ที่จังหวัดชลบุรี

ชุดการทดลอง TIGERS-X นั้นเป็นชุดการทดลองวิทยาศาสตร์อัตโนมัติหรือ Scientific Payload ที่ออกแบบมาเพื่อศึกษาการผสมกันของสารสองชนิดขึ้นไปในกระบวนการที่เรียกว่า Emulsification ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ก็คือการทำให้สารสองชนิดที่ปกติจะไม่ยอมผสมกันเช่น น้ำกับน้ำมันสามารถผสมกันได้โดยอาศัยตัวกลาง เช่น มายองเนส ทำจากน้ำมัน น้ำส้มสายชู และไข่แดง กรณีนี้ไข่แดงคือ Emulsifier ไม่งั้นน้ำส้มสายชูกับไข่แดงจะแยกชั้นกัน

จากการทดลองบนเที่ยวบินไร้น้ำหนักสู่สถานีอวกาศนานาชาติ
ก่อนหน้านี้ทีมวิจัย Integrating Space Exploration with Humanity Through Scientific Research หรือ ISHA ได้ประสบความสำเร็จในการทำการทดลองในลักษณะเดียวกันในเที่ยวบินไร้น้ำหนักหรือ Zero-G ในช่วงปลายปี 2024 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ตีพิมพ์ผลการทดลองออกมาในชื่อ Universal and Economical Experimental Platform for Colloidal Mixing Lab-on-Chip in Parabolic Flight โดยงานวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเชิงเทคนิคที่ชัดเจน คือการพัฒนา Experimental Platform แบบ Universal ที่สามารถรองรับการทดลอง Colloidal Mixing ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักได้ ระบบถูกออกแบบในแนวคิด Lab-on-Chip Fluidic Architecture ที่ควบคุมการไหล การกระจายตัวของอนุภาค และการผสมในระดับมิลลิเมตร พร้อมรองรับการติดตั้งกล้องความเร็วสูงเพื่อเก็บข้อมูล
ทั้งหมดถูกนำขึ้นไปทดสอบในเที่ยวบินไร้น้ำหนัก รวม 29 รอบ แต่ละรอบให้สภาวะไร้น้ำหนัก ประมาณ 20 วินาที และบันทึกภาพที่ความเร็ว 240 ภาพต่อวินาทีเพื่อดูผลของแรงตึงผิวและอนุภาคต่อการผสมผลที่ออกมาคือสถาปัตยกรรมดังกล่าวสามารถใช้งานได้จริง แถมยังค้นพบว่า Microgravity เปลี่ยนพฤติกรรมการผสมของ Emulsion อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นโจทย์ต่อไปก็คือการทดลองระยะยาวบนสถานีอวกาศนานาชาติ
ความสำคัญของ TIGERS-X จึงไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ แต่คือกระบวนการเรียนรู้ทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบ Payload การผ่านข้อกำหนดความปลอดภัย ไปจนถึงการเปิดข้อมูลให้คนรุ่นถัดไปได้ต่อยอด นี่คือการสร้างมรดกทางวิศวกรรม แบบที่ประเทศกำลังพัฒนาแทบไม่ค่อยได้ทำ และถ้าประเทศไทยจะก้าวไปสู่ยุคที่พูดถึง Lunar Economy, Space Manufacturing หรือ ISRU อย่างจริงจัง งานเล็กขนาดไม่กี่กิโลกรัมอย่าง TIGERS-X นี่แหละ ที่อาจกลายเป็นหนึ่งในก้อนอิฐก้อนแรกของโครงสร้างนั้นโดยที่หลายคนยังไม่ทันสังเกตเห็น



